ทองคำย่อตัวก่อนข่าวใหญ่ จับตาเจรจาสหรัฐฯ–อิหร่าน และ CPI ตัวแปรชี้ทิศตลาด
บทวิเคราะห์ทองคำ
简体中文
繁體中文
English
Pусский
日本語
ภาษาไทย
Tiếng Việt
Bahasa Indonesia
Español
हिन्दी
Filippiiniläinen
Français
Deutsch
Português
Türkçe
한국어
العربية
บทคัดย่อ:บทวิเคราะห์ทองคำ

ตลาดทองคำโลกกลับมาปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่สอง หลังแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และการรอคอยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวเลขตลาดแรงงานที่ถูกเลื่อนกำหนดการประกาศ
สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนเมษายน ปิดตลาดวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ปรับเพิ่มขึ้น 15.80 ดอลลาร์ หรือ 0.32% ปิดที่ระดับ 4,950.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนแรงเข้าซื้อหลังจากราคาทองคำเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในช่วงก่อนหน้า ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนมองเป็นจังหวะ “Buy the Dip” เพื่อสะสมสถานะใหม่
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นความต้องการทองคำคือความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยมีรายงานว่าการเจรจาระหว่างสองประเทศอาจเผชิญความเสี่ยงล้มเหลว หลังสหรัฐฯ ปฏิเสธคำขอเปลี่ยนสถานที่และรูปแบบการเจรจาของอิหร่าน นอกจากนี้ ยังมีคำเตือนจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของสถานการณ์รุนแรง หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้
บรรยากาศดังกล่าวเพิ่มความไม่แน่นอนในตลาดการเงินโลก และกระตุ้นให้นักลงทุนหันไปถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น
แม้ราคาทองคำจะมีความผันผวน แต่สถาบันการเงินชั้นนำยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มระยะกลาง–ยาว
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนภาพรวมที่ตลาดยังเชื่อว่าทองคำมีบทบาทสำคัญในการกระจายความเสี่ยงและป้องกันความผันผวนทางเศรษฐกิจ
อีกปัจจัยที่นักลงทุนเฝ้ารอคือข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงาน ซึ่งสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) ได้เลื่อนการรายงานตัวเลขสำคัญ
การเลื่อนประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นหลังผลกระทบจากการปิดหน่วยงานรัฐบาลก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ตลาดต้องประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยและเศรษฐกิจด้วยความระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนทองคำ
ในระยะสั้น ราคาทองคำยังคงได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจ ขณะที่มุมมองเชิงบวกจากสถาบันการเงินระดับโลกช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มระยะยาว อย่างไรก็ตาม นักเทรดควรจับตาข้อมูลแรงงานสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในระยะต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก สำนักข่าวอินโฟเควสท์
ถ้าคุณเคยมีประสบการณ์ไม่ดีจากการใช้โบรกเกอร์ไม่ว่าจะโดนโกง ถอนเงินไม่ได้ หรือเจอพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใส เราอยากบอกว่า… คุณไม่ได้เจอเรื่องนี้คนเดียว เพื่อให้วงการ Forex เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น มาเล่าให้เราฟังหน่อยนะครับ ว่าเจออะไรมาบ้าง ทีมงานของเราจะนำข้อมูลไปช่วยวิเคราะห์ และจะติดต่อกลับเพื่อดูว่าเราพอจะช่วยอะไรได้บ้าง
คลิกตรงนี้เพื่อเล่าให้เราฟัง : https://forms.gle/YhR5UGA41pZT62Fo8

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
มุมมองในบทความนี้แสดงถึงมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน สำหรับแพลตฟอร์มนี้ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนและทันเวลาของข้อมูลบทความ และไม่รับผิดชอบต่อการสูญเสียใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลในบทความ

บทวิเคราะห์ทองคำ

บทความนี้อธิบายการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ Brent Crude Oil ที่หลุดระดับจิตวิทยา 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาทองคำ Gold ปรับตัวลดลงตาม จากการคลี่คลายของความกังวลด้านอุปทานพลังงาน ซึ่งทำให้แรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยลดลง เนื้อหาชี้ให้เห็นถึงกลไกเดียวกันที่เชื่อมโยงทั้งสองตลาด พร้อมผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในด้านต้นทุนนำเข้าและราคาทองคำในประเทศ สุดท้ายเน้นว่าทิศทางต่อไปยังขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของอุปทานและข้อมูลการส่งออกน้ำมันในระยะสั้น

บทความนี้สรุปภาพรวมการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลก โดยชี้ให้เห็นว่า ทองคำ ยังคงได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ที่เพิ่มความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยและแนวโน้มเงินเฟ้อยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ สุดท้ายเน้นว่าทิศทางราคาทองคำในระยะสั้นจะขึ้นอยู่กับทั้งสถานการณ์ระหว่างประเทศและข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่กำลังจะประกาศ

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลให้ตลาดการเงินโลกผันผวน โดย Gold ปรับตัวลดลง ขณะที่ Crude Oil ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนการเปลี่ยนโฟกัสของตลาดจากความเสี่ยงสู่ประเด็นเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากความกังวลด้านอุปทาน ส่งผลให้ความคาดหวังเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น และกดดันให้ธนาคารกลางคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ ขณะเดียวกันค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าก็ยิ่งซ้ำเติมแรงขายในตลาดทอง บทเรียนสำคัญสำหรับนักเทรดคือ การเข้าใจความเชื่อมโยงของปัจจัยมหภาค เช่น สงคราม เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และค่าเงิน ซึ่งมีผลต่อทิศทางตลาดโดยรวม และช่วยให้สามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาวะที่ไม่แน่นอน